Blog
มือใหม่หัดใช้กล้องดูดาว ฉบับแกะกล่อง : เรียนรู้วิธีใช้งานเบื้องต้น
Stargazing Guide EP3 : การเริ่มต้นใช้งานกล้องดูดาวในครั้งแรก อาจเป็นเรื่องที่น่าท้อใจสำหรับมือใหม่หลาย ๆ คน และปัญหาหลัก ๆ ก็เกิดจากการที่เราไม่รู้วิธีการใช้งานที่ถูกต้องนั่นเอง
เช่น การที่เราใช้เลนส์ใกล้ตาขนาดต่าง ๆ ร่วมกับตัวกล้องดูดาว ทำให้เกิดการซูมภาพหรือได้กำลังขยายของภาพที่มากขึ้น ซึ่งภาพที่เรามองเห็นผ่านเลนส์นั้น ๆ จะเป็นพื้นที่ที่มีขนาดเล็กมาก ๆ ถ้าเทียบกับภาพโดยรวมทั้งหมดบนท้องฟ้าที่ตาเรามองเห็น ดังนั้น การจะหาวัตถุใด ๆ ก็ตามบนท้องฟ้าผ่านเลนส์ใกล้ตาสำหรับมือใหม่ ถือเป็นเรื่องที่ยากพอสมควร เนื่องจากการส่องดาวผ่านเลนส์ จะทำให้ได้มุมมองภาพที่แคบกว่าการดูดาวด้วยตาเปล่ามาก ๆ
โดยภาพแรกที่มือใหม่เห็นผ่านเลนส์ใกล้ตา อาจจะเป็นแค่ภาพดำ ๆ มืด ๆ มัว ๆ ซึ่งภาพนั้นก็เป็นจุด ๆ หนึ่งบนท้องฟ้าที่เราเล็งแล้วเล็งอีกและมั่นใจในตัวเองว่าเป็นจุดนี้แน่ ๆ แต่ทำไมพอส่องผ่านเลนส์ กลับมองไม่เห็นอะไรเลย ทั้ง ๆ ที่เราก็คิดว่าเล็งกล้องถูกจุดแล้ว และไม่ว่าเราจะพยายามขยับลำกล้องแค่ไหน ก็หาวัตถุนั้นไม่เจออยู่ดี ทั้ง ๆ ที่มองด้วยตาเปล่าก็มองเห็นอยู่ตรงนั้นเอง ซึ่งในสถานการณ์แบบนี้ ชวนให้หงุดหงิดไม่น้อยเลย ดังนั้นในครั้งแรก คุณต้องลำดับขั้นตอนการใช้งานให้ดี อย่าใจร้อนเล็งวัตถุด้วยกล้องทันทีโดยไม่สนวิธีการ
และนอกเหนือจากความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการดูดาวแล้ว การเปลี่ยนจากดูด้วยตาเปล่ามาใช้กล้องดูดาวนั้น มีสิ่งที่ควรทำและควรรู้มากมายก่อนลงสนามจริง และควรจะฝึกทำอย่างสม่ำเสมอจนกระทั่งชินมือในที่สุด
ดังนั้นในบทความนี้ จะมาแนะนำวิธีการใช้งานกล้องดูดาว ฉบับมือใหม่แกะกล่อง เพื่อให้คุณกลายเป็นนักดูดาวระดับเริ่มต้นได้อย่างแท้จริง หากใครผ่านไปผ่านมาแล้วยังมีความรู้ในหัวเป็นศูนย์อยู่ สามารถกลับไปอ่านบทความก่อนหน้านี้เพื่อเริ่มทำความเข้าใจก่อนได้ใน >EP1 สิ่งที่ควรรู้ ก่อนเลือกซื้อ< และ >EP2 ส่วนประกอบต่าง ๆ< ซึ่งในบทความนี้ เราจะข้ามในส่วนของการประกอบไปก่อน เนื่องจากกล้องดูดาวแต่ละตัวอาจจะมีการประกอบที่แตกต่างกันเล็กน้อย แต่มีข้อควรระวังระหว่างการประกอบกล้องดูดาว คือ
1. วางตำแหน่งขาตั้งไปทางทิศเหนือ ซึ่งขาตั้งบางรุ่นจะมีหมุดหรือตำแหน่งบอก ว่าให้วางขาฝั่งไหนไปทางทิศเหนือ หรือหากไม่มีบอก ให้กางขาตั้งให้สมดุลไปตามแนวทิศเหนือหรือทิศใต้ สามารถใช้เข็มทิศหรือแอปฯในสมาร์ทโฟนระบุทิศได้ เพื่อความแม่นยำ
2. ก่อนติดตั้งเมาท์ ปรับความสูงขาตั้งตามต้องการ จากนั้นทำให้ขาตั้งกล้องสมดุลหรือขนานไปกับพื้นโลก ไม่เอียงไปทางใดทางหนึ่ง หากกล้องดูดาวไม่มีระดับน้ำบอก สามารถซื้อที่วัดระดับน้ำแนวระนาบ หรือ โหลดแอปฯวัดระดับน้ำในสมาร์ทโฟนมาใช้ได้



เมื่อประกอบเสร็จแล้ว ก่อนอื่นเรามาทบทวนความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกล้องดูดาวก่อนเลย โดยเริ่มจากส่วนประกอบหลักที่สำคัญ ดังนี้
- ท่อลำกล้อง (Optical Tube) : ส่วนที่ช่วยรวมแสงและสร้างภาพวัตถุเบื้องต้น มีประเภทและหลักการเดินทางของแสงที่ต่างกัน
- เลนส์ใกล้ตา (Eyepiece) : เลนส์ที่ใช้ขยายภาพวัตถุนั้นให้ใหญ่ขึ้น ก่อนส่งภาพวัตถุนั้น เข้าสู่ดวงตาของเรา
- กล้องเล็ง (Finderscope) : ช่วยเล็งตำแหน่งของวัตถุบนท้องฟ้า ทำให้หาวัตถุผ่านกล้องได้เร็วและมีความแม่นยำมากขึ้น
- เมาท์ (Mount) : ฐานที่รองรับน้ำหนักกล้องดูดาว และช่วยควบคุมการเคลื่อนที่ของลำกล้อง โดยมีประเภทและการใช้งานที่แตกต่างกันมาก ทั้งแบบง่ายและแบบซับซ้อน
- ขาตั้ง (Tripod) : ฐานที่รองรับน้ำหนักของเมาท์และลำกล้อง โดยจะเป็นแบบ 3 ขา ยกเว้นกล้องดูดาว Dobsonian ขนาดใหญ่ (ขนาดเล็กบางรุ่น สามารถนำมาวางเชื่อมต่อกับขาตั้งได้อีกที)
นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์อื่น ๆ ที่ใช้ดูดาวด้วยตาเปล่าปกติ ที่ก็ยังควรมีติดไว้ขณะดูดาวด้วยกล้อง ไม่ว่าจะเป็น เข็มทิศ ไฟฉายหุ้มกระดาษแก้วสีแดง แผนที่ดาว หรือ แอปฯดูดาวที่ถนัด แล้วยังต้องมีที่วัดระดับน้ำสำหรับปรับสมดุลขาตั้ง (หรือใช้แอปฯ แทนก็ได้)
ปัจจัยที่ไม่ควรมองข้าม :
1. สถานที่ : เลือกสถานที่ดูดาวที่มืดสนิท หรือมืดมากพอให้เห็นดาวบนท้องฟ้าได้ชัดเจน โดยเลี่ยงดูดาวในตัวเมืองได้จะดีที่สุด เพื่อไม่ให้มีแสงไฟหรือหมอกควันจากฝุ่นมารบกวนการมองเห็นมากจนเกินไป แต่ถ้าจะดูเฉพาะดวงจันทร์ ดาวเคราะห์หรือกลุ่มดาวฤกษ์ที่สว่างมาก ๆ ณ ตอนนั้น ก็แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละบุคคล
2. สภาพแวดล้อม : นอกจากความมืดแล้ว การเลือกพื้นที่ที่มีความโล่ง โปร่ง มองเห็นได้รอบทิศ ก็จะยิ่งทำให้สามารถหาและสังเกตการเคลื่อนที่ของดาวได้ดีขึ้น หรือถ้าคุณดูดาวอยู่ที่บ้านง่าย ๆ ทิศที่เปิดโล่งควรจะเป็นทิศเหนือ และ ทิศตะวันออก เพื่อการสังเกตการที่ง่ายและสะดวกที่สุด แต่ก็แล้วแต่ความต้องการของคุณ เช่น ต้องการดูดาวศุกร์ สามารถตั้งกล้อง เตรียมดูดาวศุกร์ในทิศตะวันตกช่วงหัวค่ำได้เลย
3. สภาพอากาศ : นอกจากความโปร่งของสถานที่แล้ว ความโปร่งของท้องฟ้ายิ่งสำคัญต่อการดูดาว โดยควรเลือกวันที่ท้องฟ้าโปร่งใส ไม่มีเมฆยิ่งดี โดยฤดูที่เหมาะสมที่สุดในการดูดาวจะเป็นในช่วงฤดูหนาว
4. การเตรียมตัว : วางแผนล่วงหน้าสำหรับค่ำคืนนั้น ๆ ว่าในช่วงเวลาที่เราเลือกดูดาว จะมีดาวเคราะห์ หรือวัตถุใด ๆ น่าสนใจปรากฏให้เห็นบ้าง และหากต้องการดูวัตถุท้องฟ้าลึกอย่างพวกกาแล็กซี่ เนบิวลา ควรหลีกเลี่ยงดูดาวในช่วงวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ หรือช่วงที่พระจันทร์เต็มดวง เนื่องจากทั้งคืนนั้นจะเต็มไปด้วยแสงจันทร์ที่สว่างเป็นพิเศษ ทำให้ไปบดบังการมองเห็นวัตถุที่อยู่ในห้วงอวกาศลึกได้
เมื่อท่องจำจนขึ้นใจและจดจำสิ่งต่าง ๆ ที่สำคัญได้แล้ว เรามาเริ่มต้นใช้งานด้วยวิธีง่าย ๆ กันก่อน ด้วยสิ่งที่เรียกว่า "กล้องเล็ง"
1. การปรับกล้องเล็ง ให้ตรงกับกล้องดูดาว
ด้วยความที่กล้องเล็งมีกำลังขยายต่ำหรือไม่มีกำลังขยายเลย ทำให้ได้มุมมองภาพที่กว้างกว่ากล้องดูดาวมาก ดังนั้น การเล็งวัตถุผ่านกล้องเล็งก่อน จะทำให้สามารถดูดาวผ่านเลนส์ใกล้ตาได้ง่ายยิ่งขึ้น นับว่าเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญอย่างมากสำหรับมือใหม่ โดยเฉพาะเมื่อใช้กล้องดูดาวที่มีกำลังขยายสูง ๆ
** ในกล้องดูดาวที่ใช้เมาท์แบบ Equatorial จะมีลำดับการปรับกล้องเล็งที่ไม่เหมือนการใช้เมาท์แบบอื่น เนื่องจากจะมีขั้นตอนที่ซับซ้อนขึ้นอย่างการปรับสมดุลกล้องและจัดตำแหน่งขั้วโลก
วิธีปรับกล้องเล็งเบื้องต้น : ต้องบอกก่อนเลยว่ากล้องเล็งนั้นมีหลากหลายประเภทเช่นกัน ดังนั้น การปรับกล้องเล็งแต่ละตัวจะไม่ได้เหมือนกัน 100% แต่ทุกตัวจะมีหลักการปรับที่คล้ายกัน ดังนี้
เมื่อตั้งค่ากล้องเล็งเรียบร้อยแล้ว หากต้องการส่องวัตถุใด ๆ บนท้องฟ้า ให้หมุนกล้องดูดาวจนศูนย์เล็งของกล้องเล็งชี้ไปที่วัตถุนั้นโดยตรงได้เลย เมื่อเล็งตรงแล้ว พอมองผ่านเลนส์ใกล้ตา ก็จะสามารถมองเห็นวัตถุนั้นอยู่ตรงกลางภาพได้แล้ว ทั้งนี้ ผลลัพธ์ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราปรับกล้องเล็งได้แม่นยำแค่ไหนด้วย ดังนั้น ต้องฝึกทำให้ชิน และควรปรับกล้องเล็งทุกครั้งในการใช้งานกล้องดูดาว
2. การเลือกใช้เลนส์ใกล้ตา
เมื่อคุณจับกล้องดูดาวครั้งแรก ไม่ควรข้ามขั้นตอนไปใช้เลนส์ใกล้ตาขนาดเล็กเพื่อให้ได้กำลังขยายสูง ๆ เพราะนอกจากจะทำให้หาวัตถุยาก ภาพสั่นไหว โฟกัสยาก ภาพที่มองเห็นผ่านรูเล็ก ๆ นั้นก็ยิ่งชวนให้ปวดตามาก ๆ ดังนั้น ควรเริ่มต้นด้วยเลนส์ใกล้ตาขนาดใหญ่ หรือ เลนส์ใกล้ตาที่มีทางยาวโฟกัสยาวที่สุดก่อน
เมื่อส่องเจอวัตถุได้จากกำลังขยายน้อย ๆ แล้ว จึงค่อย ๆ ขยับไปใช้เลนส์ใกล้ตาขนาดที่เล็กลงเรื่อย ๆ เพื่อให้ได้กำลังขยายที่สูงขึ้น แต่ว่าเลนส์ใกล้ตายิ่งเล็กแค่ไหน รูหรือช่องที่เราส่องภาพก็จะยิ่งเล็กลงเรื่อย ๆ เช่นกัน ดังนั้น หากมี Barlow Lens ให้นำมาใช้ร่วมกับเลนส์ใกล้ตาขนาดใหญ่จะดีกว่า แต่ก็ต้องคำนวณให้ดีด้วยว่าหากใช้ Barlow Lens แล้วจะได้กำลังขยายที่สูงเกินสเปคกล้องดูดาวหรือไม่ เพราะกล้องดูดาวที่เราซื้อมาบางรุ่นจะมีแถม Barlow Lens ที่ไม่มีประโยชน์ต่อกล้องตัวนั้นมาให้ด้วย แต่ก็สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการซื้อ Barlow Lens ใหม่ หรือ ซื้อเลนส์ใกล้ตาขนาดที่ใหญ่มากพอที่จะนำมาใช้ร่วมกันได้ และมีข้อควรระวังระหว่างเลือกซื้อคือขนาดช่องมองภาพ ที่จะมีทั้ง 1.25 นิ้ว และ 2 นิ้ว หากซื้อขนาดมาไม่ตรงกับกล้องดูดาวของคุณ ก็จะไม่สามารถใส่เลนส์ใกล้ตานั้นได้
นอกจากนี้ ยังมีเลนส์ใกล้ตาบางรุ่นที่มีการออกแบบที่ซับซ้อนขึ้น เพื่อให้ได้มุมมองภาพที่กว้าง ขนาดเลนส์ไม่เล็ก แต่ยังคงได้กำลังขยายที่สูงอยู่ เช่น เลนส์ใกล้ตา Celestron X-Cel LX 2.3 mm ที่ให้มุมมองภาพที่กว้างถึง 60 ํ
** สูตร
- กำลังขยาย = ความยาวโฟกัสเลนส์ใกล้วัตถุ / ความยาวโฟกัสเลนส์ใกล้ตา
- กำลังขยายที่เหมาะสม ที่กล้องดูดาวแต่ละตัวสามารถทำได้ (โดยประมาณ)
- ไม่ควรเกิน 50 - 60 เท่า ของขนาดหน้าเลนส์ใกล้วัตถุ " ในหน่วยนิ้ว "
- หรือ ประมาณ 2 เท่า ของขนาดหน้าเลนส์ใกล้วัตถุ " ในหน่วยมิลลิเมตร "
3. การใช้งาน Equatorial Mount
หากกล้องดูดาวของคุณเป็นเมาท์แบบ Equatorial ที่มีการใช้งานซับซ้อน แต่ว่าในความซับซ้อนนั้น ก็จะให้ความแม่นยำและความสะดวกในการหาพิกัด-ติดตามดาวเช่นกัน และในความซับซ้อนที่ว่าก็จะต้องมีการปรับ และตั้งค่าให้ถูกต้อง สามารถทำตามขั้นตอนได้ ดังนี้
1. วางขาตั้งกล้องไปทางทิศเหนือและปรับสมดุลขาตั้งให้ระนาบไปกับพื้นโลก ตามที่ได้บอกไว้ข้างต้น จากนั้นติดตั้งเมาท์ โดยให้แกน R.A. ของเมาท์ชี้ไปทางทิศเหนือ และติดตั้งลำกล้องให้เรียบร้อย
2. ปรับสมดุลกล้อง (Balancing) : เป็นการปรับให้ลำกล้องอยู่นิ่ง ไม่ขยับเขยื้อน ถ้าหมุนลำกล้องไปทิศทางใดก็ตามขณะที่คลายคลัตช์ไว้ และก่อนปรับ จะต้องใส่อุปกรณ์หรือเลนส์ต่าง ๆ ที่จะใช้งานให้เรียบร้อย เพื่อให้น้ำหนักของกล้องคงที่ เทียบเคียงกับตอนใช้งานจริง
2.1 คลายคลัตช์แกน R.A. ทดลองหมุนกล้องให้นอนราบ และขยับลูกตุ้มขึ้น-ลงเพื่อหา Balance โดยทดลองหมุนกล้องหลาย ๆ มุม หากลำกล้องนิ่งทุกมุมที่ทดลองแล้ว ให้หมุนกล้องกลับตามเดิมและล็อคคลัตช์


2.2 คลายคลัตช์แกน Dec ทดลองหมุนกล้องซ้าย-ขวา และขยับลำกล้องเพื่อหา Balance หากลำกล้องนิ่งทุกมุมที่หมุนแล้ว ให้หมุนกล้องกลับตามเดิมและล็อคคลัตช์


3. จัดตำแหน่งขั้วโลก (Polar Alignment)
หากหันเมาท์โดยให้แกน R.A. ชี้ไปที่ขั้วโลกเหนือได้แล้ว จะทำให้สามารถติดตามดาวได้อย่างแม่นยำ โดยสามารถทำตามขั้นตอนได้ ดังนี้
3.1 ปรับตำแหน่ง Latitude ของสถานที่ที่เรากำลังยืนอยู่ โดยกรุงเทพฯจะอยู่ที่ประมาณ 13.5 ํ หรือสามารถดูที่แอปฯเข็มทิศในมือถือได้หากคุณอยู่ที่อื่น เมื่อรู้องศาแล้วก็ปรับ Latitude (Altitude) ไปที่องศานั้นเลย ซึ่งอาจยังปรับได้ไม่เป๊ะมากเพราะสเกลอาจไม่ได้ละเอียดขนาดนั้น แต่ก็ให้ปรับคร่าว ๆ ก่อน
3.2 ปรับกล้องเล็งให้ตรงกับกล้องดูดาว (ดูวิธีที่ข้อ 1. ใหญ่ ด้านบนบทความ) จากนั้นหมุนลำกล้องให้ชี้ไปที่ทิศเหนือตรง ๆ หรือขนานตามแนวเดียวกันกับที่เมาท์ชี้ไปที่ทิศเหนือ และอย่าลืมล็อคคลัตช์ให้แน่น
3.3 หากสภาพแวดล้อมที่คุณอยู่ ทิศเหนือไม่ได้เปิดโล่ง ทำให้คุณส่องหาดาวเหนือไม่ได้ การจัดตำแหน่งคร่าว ๆ เพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะใช้งานได้ในระดับหนึ่งแล้ว
3.4 ส่วนในการหาดาวเหนือ จะทำให้การจัดตำแหน่งขั้วโลกนั้นแม่นยำยิ่งขึ้น
3.5 ดังนั้นเมื่อฟ้ามืดแล้ว หากเห็นดาวเหนือด้วยตา ให้มองผ่านกล้องเล็งว่าอยู่ในจุดศูนย์เล็งมั้ย
3.6 หากดาวเหนือไม่อยู่ในจุดศูนย์เล็ง ให้ค่อย ๆ ขยับปรับแกน Altitude หรือ Azimuth เพื่อให้ดาวเหนืออยู่ตรงกลางกล้องเล็ง โดยที่ยังไม่ต้องขยับลำกล้องใด ๆ
3.7 เมื่อมองผ่านเลนส์ใกล้ตา ดาวเหนือควรจะอยู่ที่กลางภาพ
3.8 นอกจากนี้ ในรุ่นอื่นที่ท็อป ๆ ยังสามารถใช้กล้องเล็งดาวเหนือ เพื่อให้สามารถจัดตำแหน่งขั้วโลกได้แม่นยำมาก ๆ อีกด้วย
4. ตั้งค่าวงแหวนแกนหมุน : เมื่อดาวเหนืออยู่ตรงกลางภาพแล้ว สามารถดูพิกัดของดาวเหนือได้ผ่านแอปฯดูดาว เช่น SkyPortal
4.1 ให้หมุนวงแหวนแกน Dec และ แกน R.A. ไปที่พิกัดนั้นที่ระบุในแอปฯ
4.2 หากหาดาวเหนือไม่ได้เนื่องจากทิศเหนือโดนอะไรก็แล้วแต่บัง ให้คุณส่องดาวที่สามารถส่องได้และปรับหมุนวงแหวนตามพิกัดนั้นได้เหมือนกัน
4.3 หากใช้พิกัดดวงจันทร์ ให้เปิดพิกัดไว้แล้วค่อยส่องให้ภาพอยู่ตรงกลาง พอดวงจันทร์อยู่ตรงกลางแล้วให้แคปภาพพิกัดในทันที เนื่องจากดวงจันทร์อยู่ใกล้โลกมาก ทำให้การเคลื่อนที่ของดวงจันทร์จะไวมาก พิกัดเคลื่อนได้ง่าย
4.4 เมื่อตั้งค่าแล้ว ให้ทดลองหมุนกล้องไปที่พิกัดของวัตถุอื่น ๆ ที่ต้องการแล้วเช็คดูว่าเจอวัตถุนั้นมั้ย ซึ่งในการตั้งค่าอาจไม่ได้แม่นยำในครั้งเดียว เนื่องจากสเกลวงแหวนไม่ได้ระบุไว้ละเอียดมาก ดังนั้นอาจต้องมีการปรับตั้งค่าเรื่อย ๆ จนกว่าการหาพิกัดจะตรงมากที่สุด
เมื่อตั้งค่า Equatorial Mount เรียบร้อยแล้ว การหาหรือติดตามการเคลื่อนที่ของวัตถุจะสะดวกและแม่นยำมาก อีกทั้งยังสามารถส่องกาแล็กซี่หรือเนบิวลาที่ตาเรามองไม่เห็นได้จากการดูพิกัดของวัตถุนั้นผ่านแอปฯดูดาว
- การหาพิกัด : ดูพิกัดแกน R.A. และ แกน Dec ในแอปฯ จากนั้นก็หมุนลำกล้องด้วยแกน R.A. และ แกน Dec ไปที่พิกัดนั้นได้เลย โดยสามารถคลายคลัตช์ทั้ง 2 แกน เพื่อหมุนอย่างรวดเร็วได้ หากพิกัดนั้นต้องหมุนเยอะ
- การติดตามการเคลื่อนที่ : เมื่อวัตถุนั้นอยู่ที่ช่องมองภาพแล้ว แต่จากการที่โลกหมุนรอบตัวเอง ทำให้วัตถุใด ๆ ก็ตามบนท้องฟ้านั้นเคลื่อนที่จากทิศตะวันออก ไปทิศตะวันตก ทำให้วัตถุนั้นเคลื่อนที่ออกจากช่องมองภาพเรื่อย ๆ ดังนั้น จึงต้องหมุนกล้องในแกน R.A. ด้วยก้านปรับแกน (Slow Motion Cable) เพื่อหมุนตามการเคลื่อนที่นั้นอย่างช้า ๆ ตามการหมุนรอบตัวเองของโลก
จะเห็นได้ว่า กล้องดูดาวที่ใช้ Equatorial Mount มีความซับซ้อนในการใช้งาน แต่ก็มีประโยชน์ในการดูดาวมากเช่นกันในเรื่องของการติดตามการเคลื่อนที่ของวัตถุ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นมากสำหรับนักดูดาวที่ต้องการถ่ายภาพวัตถุ แต่อย่างไรก็จะต้องใช้มอเตอร์ติดตามดาวร่วมด้วยเช่นกัน เพราะมอเตอร์จะช่วยให้การหมุนของแกน R.A. นั้น สม่ำเสมอกว่าการที่เราหมุนด้วยระบบมือเป็นเวลานาน ๆ นั่นเอง
และในกล้องดูดาวที่ใช้เมาท์แบบ Alt-Azimuth และ Dobsonian จะเป็นแบบที่ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน ไม่มีการปรับตั้งค่าที่ยุ่งยาก แต่จะไม่เหมาะในการติดตามการเคลื่อนที่ของดาว เนื่องจากทั้ง 2 แบบ จะมีแค่แกน Altitude และ แกน Azimuth ในการหมุนลำกล้อง และจะไม่มีสเกลบอกองศาในกล้องทุกรุ่น ดังนั้น คุณอาจต้อง D.I.Y เองเล็กน้อยหรือหาอุปกรณ์ช่วย เช่น ใช้ที่วัดองศามาติดกับตัวลำกล้อง เพื่อใช้บอกองศาในมุมเงย (Altitude) เป็นต้น
สุดท้ายนี้ หากคุณเริ่มต้นดูดาวผ่านกล้องด้วยวิธีง่าย ๆ เพียงแค่ใช้กล้องเล็งให้เป็น ก็นับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้กล้องดูดาวที่ดีแล้ว ยิ่งพอคุณส่องเห็นวัตถุที่ต้องการได้บ่อยครั้ง จนกระทั่งเมื่อคุณปรับกล้องเล็ง ล็อกพิกัด ส่องผ่านเลนส์ แล้วเจอดาวนั้นในทุก ๆ ครั้งแล้ว ความสนุกของการดูดาวผ่านกล้องดูดาวในทุก ๆ วันก็จะเริ่มต้นมาจากจุดนี้นี่เอง
ช้อป กล้องดูดาว ได้ที่นี่






