Blog
วิธีเลือกซื้อกล้องส่องทางไกล สำหรับถ่ายภาพด้วยมือถือ ฉบับมือใหม่
การใช้ Smartphone ถ่ายรูปนกผ่านกล้องส่องทางไกล ด้วยวิธี Digiscoping แน่นอนว่ามีความแตกต่างกับการดูนกแล้วทำแค่จดบันทึกเท่านั้น
ซึ่งการเดินสำรวจเพื่อหาและสังเกตนกแต่ละชนิด สามารถใช้กล้องส่องทางไกลแค่ตัวเล็ก ๆ เน้นพกพาง่าย สเปคไม่ต้องสูงมาก ก็มองเห็นได้ชัดพอสมควรแล้ว แต่การจะเลือกกล้องให้ ถ่ายรูปสวย และ ใช้งานร่วมกับกล้องมือถือได้ดี มีรายละเอียดที่ต้องดูมากกว่าการส่องด้วยตาเปล่า ดังนี้
สเปคด้านการใช้งาน
1. ประเภท กล้องสองตา (Binocular) หรือ กล้องตาเดียว (Monocular & Spotting Scope)
- กล้องส่องทางไกล สองตา :
- สายลุย : เหมาะกับนำมาคล้องคอไว้ระหว่างเดินสำรวจ แนะนำกล้องที่มีกำลังขยาย 7-10 เท่า และหน้าเลนส์ขนาดไม่เกิน 42-45 mm เน้นคล่องตัว นอกจากนี้ กล้องแบบ Roof จะเป็นประเภทที่ออกแบบมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ
- สายซุ่ม : แนะนำเลือกกล้องที่มีหน้าเลนส์ตั้งแต่ 50 mm ขึ้นไป เหมาะใช้กับขาตั้งกล้อง ให้ความมั่นคงสูงขณะกดถ่ายรูป หรือเลือกกล้องแบบ Porro ที่โครงสร้างเหมาะสมกับนำมาติดขาตั้งกล้องมากกว่าแบบ Roof
- กล้องส่องทางไกล ตาเดียว :
- Monocular : รูปทรงจะเหมาะกับการพกพา หน้าเลนส์สามารถใหญ่ได้ถึง 50-60 mm ก็ยังพกพาได้อยู่ แต่ต้องระวังเรื่องระบบภายในเพราะส่วนใหญ่เป็นแบบ Roof ที่ไม่มี Phase Coating จึงไม่ค่อยเหมาะกับนำมาถ่ายรูป
- Spotting Scope : ตัวกล้องจะดูค่อนข้างใหญ่ ถึงแม้จะมีตาแค่ข้างเดียว แต่เพราะปกติจะเป็นเลนส์ซูม จึงมีรูปทรงที่ยาวและเทอะทะกว่า Monocular แม้ว่าหน้าเลนส์จะกว้าง 50 mm เท่ากัน ดังนั้น กล้องตาเดียวแบบ Spotting Scope จึงเหมาะกับการนำมาติดตั้งขาตั้งกล้องเพื่อใช้งานมากกว่า แต่รุ่นที่พกพาได้ก็มีเช่นกัน จะเป็น Spotting Scope แบบ Roof ที่ถูกย่อขนาดให้เล็กลงเหมาะกับสายลุยมากขึ้น
2. โครงสร้างและปริซึม :
สำหรับปริซึม ควรเลือกที่ระบุว่า Bak4 จะให้ภาพที่คมและสดใสเป็นธรรมชาติ
- ระบบแสงภายใน : ผลต่อความสว่างและคุณภาพของภาพ
- แบบ Roof : เป็นการออกแบบโครงสร้างเพื่อลดขนาดและน้ำหนัก ภาพมักจะมืดกว่า แบบ Porro
- แบบ Porro : จะให้ภาพที่ สว่างและใสกว่า เพราะระบบปริซึมที่ทำให้มีการสูญเสียของแสงน้อยกว่าแบบ Roof
และถ้าสนใจเป็นกล้องส่องทางไกลแบบสองตา มีข้อมูลที่ควรพิจารณาเพิ่มเติม ดังนี้
- รูปทรงภายนอก : ผลต่อการติดตั้งอุปกรณ์
- กล้องสองตา แบบ Roof : ถึงจะมีรูปทรงกะทัดรัด น้ำหนักเบา แต่การจะซื้อ Tripod Adapter มาติดตั้งเอง จะต้องระวังเป็นพิเศษ ถ้าคุณเลือกหน้าเลนส์ใหญ่ ๆ ตั้งแต่ 50mm ขึ้นไป ช่องว่างระหว่างกระบอกเลนส์ บางรุ่นจะแคบมาก ๆ จนหมุนตัวต่อขาตั้งไม่ได้ หรือทำได้ยาก ทำให้เวลาจะถอดเข้า-ออกนั้นลำบากพอสมควร แต่ถ้าตำแหน่งเกลียวติดตั้งอยู่ไม่ลึก แบบที่อยู่ใกล้กับด้านหน้าเลนส์เลยจะไม่ค่อยมีปัญหา สามารถหมุนล็อคได้ง่ายกว่าตำแหน่งเกลียวที่อยู่ลึก ๆ
- กล้องสองตา แบบ Porro : แม้ตัวกล้องจะดูใหญ่ และมีน้ำหนักมากกว่า แต่สามารถ ติดตั้ง Tripod Adapter ได้หลายรูปแบบ เพราะลำกล้องมีการหักมุมออกด้านข้าง ทำให้มีพื้นที่ตรงกลางสำหรับติดตั้งที่กว้าง ซึ่งถ้าเป็นรุ่นตัวใหญ่มาก ๆ ปกติจะแถม Tripod Adapter ที่เหมาะสมมาให้อยู่แล้ว
ดังนั้น สำหรับกล้องสองตา ถ้าต้องการเดินสำรวจโดยไม่ใช้ขาตั้งกล้อง แนะนำเป็นแบบ Roof จะให้ความคล่องตัวสูง แต่ถ้าเป็นสายตั้งหลักอยู่กับที่ แนะนำเป็นแบบ Porro จะติดตั้ง Tripod Adapter ได้ง่ายกว่า หรือถ้าเลือกแบบ Roof สำหรับการตั้งหลักอยู่กับที่ ควรพิจารณาเพิ่มเติม ดังนี้
- เลือกหน้าเลนส์ไม่เกิน 42 mm ปกติจะสามารถเลือกใช้ Tripod Adapter ได้ง่าย
- ถ้าเลือกหน้าเลนส์ใหญ่กว่า 42 mm อาจต้องดูรูปทรงและโครงสร้างภายนอกว่ากระบอกเลนส์ทั้ง 2 ข้างอยู่ชิดกันหรือมีเกลียวติดตั้งอยู่ลึกหรือเปล่า ถ้าดูแล้วทั้งลึกและแคบอาจเลือกซื้อ Tripod Adapter เป็นแบบล็อคจากด้านบน หรือแบบ Clamp แทน
ส่วนกล้องส่องทางไกลตาเดียว ปกติจะไม่มีปัญหากับการติดขาตั้งกล้องเพราะไม่ต้องใช้ Tripod Adapter
สเปคด้านคุณภาพของภาพ
1. กำลังขยายและขนาดหน้าเลนส์ :
กำลังขยาย (Magnification) :
- กล้องสองตา : เปรียบเทียบรุ่นเดียวกันที่มีขนาดหน้าเลนส์เท่ากัน 8x กับ 10x
- 8x : ภาพจะนิ่งกว่า สว่างกว่า และให้มุมมองภาพที่กว้างกว่า มือใหม่แนะนำกำลังขยาย 8x เพราะจะควบคุมภาพรวมและหาตัวนกได้ง่ายที่สุด
- 10x : จากการดึงภาพเข้ามาใกล้ ทำให้เห็นนกตัวใหญ่ขึ้น ภาพที่ได้ก็จะสั่นมากขึ้นเวลาถ่ายรูป ถ้าเทียบกับกำลังขยาย 8x
- กล้องตาเดียว : ถ้าเป็น Monocular ใช้เกณฑ์เดียวกันได้เลย แต่ถ้าเป็น Spotting Scope มักจะมีช่วงกำลังขยายที่สูงและเป็นเลนส์ซูม แต่ก็ยังพอมีรุ่นที่กำลังขยายไม่เยอะมากเหมาะสำหรับมือใหม่ เช่น
- 9-27x, 12-36x ถึงแม้จะซูมภาพเพิ่มได้ก็จริง แต่กำลังขยายเริ่มต้นสำหรับมือใหม่ไม่ควรเกิน 12x
- ถ้าใช้งานจนเชี่ยวชาญแล้วก็ขยับไปใช้รุ่นทั่วไปที่มีกำลังขยายสูงกว่านี้ได้ เช่น 20-60x เพราะควบคุมการมองเห็นได้ยากกว่ามาก ๆ ถ้าซื้อครั้งแรกแล้วลงสนามเลยกับกำลังขยายเท่านี้ คุณอาจต้องมีความอดทนมากกว่าปกติ จึงไม่แนะนำสำหรับมือใหม่
นอกจากนี้ ไม่ว่าจะเป็น Binocular หรือ Monocular ก็มีรุ่นที่เป็นแบบเลนส์ซูมเช่นกัน ซึ่งโดยปกติแล้วถ้ายิ่งซูม ภาพจะยิ่งมืดลง ดังนั้นฟังก์ชันซูมจึงเป็นแค่ตัวเลือกสำหรับบางสถานการณ์เท่านั้น เช่น เมื่อส่องเห็นเป้าหมายแล้ว และเป้าหมายอยู่กับที่ค่อนข้างนาน เลยอยากจะซูมดูรายละเอียดบางจุดเพิ่ม ซึ่งในการใช้งานจริงอาจทำไม่ง่ายนักเพราะพฤติกรรมสัตว์บางชนิดหรือบางช่วงเวลาจะไม่ได้อยู่นิ่ง ๆ ให้เราถ่ายได้ตามใจนึกขนาดนั้น ยิ่งสำหรับมือใหม่ แค่หานกและถ่ายให้ทันสักตัวก็ยากแล้ว
ขนาดหน้าเลนส์ (Objective Lens) :
- 42 mm : เป็นขนาดที่แนะนำสำหรับมือใหม่ ให้แสงส่องผ่านได้พอดีกับการถ่ายรูป และมีขนาดไม่ใหญ่มากจนเกินไป เหมาะกับคล้องไว้ที่คอระหว้างเดินสำรวจ
- 50 mm ขึ้นไป : ขนาดหน้าเลนส์ใหญ่ ๆ จะมีข้อดีคือสามารถรับแสงได้มาก ภาพจึงสว่างกว่ากล้องที่มีขนาดหน้าเลนส์เล็ก ๆ แต่น้ำหนักจะมากขึ้นตามขนาดเลนส์
- กล้องสองตา : ต้องใช้งานกับขาตั้งกล้อง เพื่อเพิ่มความมั่นคงในการถ่ายรูป แต่ถ้าเป็นแบบ Roof 50 mm อาจยังพอพกพาได้อยู่
- Monocular : 50-60 mm ยังพกพาได้อยู่
- Spotting Scope : เลือกแบบ Roof จะมีขนาดกะทัดรัด พกพาได้ แต่ถ้าเป็น Porro ที่กล้องมักจะตัวใหญ่กว่ามาก การจะซูมภาพไปด้วยระหว่างถ่ายภาพหรือวีดีโอ แนะนำใช้กับขาตั้งกล้องจะมั่นคงที่สุด ภาพจะได้สมูทและไม่ต้องเกร็งแขนเกร็งมือรับน้ำหนักมากนัก
Tips : ถ้ากำลังขยายยิ่งสูงขึ้น ขนาดหน้าเลนส์จะต้องกว้างมากขึ้นตามกำลังขยาย เพราะถ้ากำลังขยายสูงมาก แต่หน้าเลนส์ไม่กว้างตาม ภาพที่ส่องได้จะมืดกว่าปกติ
2. การส่งผ่านแสง เพื่อความสว่างและคมชัดของภาพ
นอกจากการรับแสงได้มาก-น้อยแค่ไหนตามขนาดเลนส์แล้ว วัสดุที่ใช้ทำเลนส์และการเคลือบเลนส์ก็มีผลต่อการส่งผ่านแสงที่รับมาเช่นกัน ถ้ารับแสงมาเยอะมาก แต่ส่งผ่านได้ไม่ดี หันไปใช้เลนส์ขนาดเล็กที่ส่งผ่านแสงได้ดีกว่าก็อาจจะไม่ต่างกัน ดังนั้นจึงควรพิจารณาคุณสมบัติต่อไปนี้ร่วมด้วย
การเคลือบผิวเลนส์ (Lens Coating) :
- Multi-Coated (FMC) : เคลือบเลนส์ระดับเริ่มต้น ลดแสงสะท้อนได้ปานกลางสำหรับการถ่ายภาพ ซึ่งภาพที่ได้จะไม่ได้ใสหรือคมชัดมาก จึงให้เป็นตัวเลือกที่จำกัดมาก ๆ แม้ว่ากล้องจะระบุว่าใช้ปริซึม Bak4
- Fully Multi-Coated (FMC) : เคลือบเลนส์ระดับมาตรฐาน ให้ประสิทธิภาพสูงสุดในการลดแสงสะท้อน และเพิ่มการส่องผ่านของแสงได้ดีมาก ภาพที่ถ่ายได้จะใสและให้ความคมชัดที่ดีกว่าแบบ MC
การเคลือบผิวปริซึม (Phase-Coated Prosms) :
- Phase Coating : หากเลือกซื้อกล้องส่องทางไกลแบบ Roof และระบุสเปคนี้มาด้วย ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับนำมาถ่ายรูป ช่วยเพิ่มความคมชัดสมจริง เป็นการแก้จุดด้อยของระบบแสงแบบ Roof ให้มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับแบบ Porro
Tips : ในกล้องส่องทางไกลแบบตาเดียว จะดูโครงสร้างภายนอกเพื่อระบุว่าเป็น Porro หรือ Roof ได้ยาก อาจต้องสังเกตจากชื่อรุ่น เช่น ถ้ามีคำว่า Compact, Micro, Mini มักจะเป็นแบบ Roof ฉะนั้นถ้าเป็นกล้องตาเดียวแล้วไม่มีระบุ Phase Coating อาจต้องหาข้อมูลเพิ่มว่ากล้องตัวนี้เป็นแบบ Porro หรือ Roof เพราะถ้าเป็น Porro ถือว่าโอเค แต่ถ้าเป็น Roof แล้วไม่มี Phase Coating ถ้างบยังไปได้อีก แนะนำให้ผ่านไปดูรุ่นอื่นก่อน หรือถ้างบได้เท่านี้ ก็ไม่ใช่ตัวเลือกที่แย่ (วีดีโอและภาพส่องจริงในบทความนี้เป็น Roof Binocular ที่ไม่มี Phase Coating)
เลนส์แบบพิเศษ : สำหรับผู้ที่มีงบประมาณที่สูงขึ้น
- ED Glass (Extra-low Dispersion Glass) : เป็นชนิดของกระจกเลนส์ที่มีการกระจายแสงต่ำเป็นพิเศษ ช่วยลดสีรุ้ง (Chromatic Aberration) ที่บริเวณขอบวัตถุได้ดีกว่าเลนส์ทั่วไป ทำให้ได้ภาพถ่ายที่คมชัด สีตรง ลดฟุ้ง ลดเบลอ สามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเลนส์ ED ได้ >> ที่นี่ <<
- เลนส์ HD (High Definition) : เป็นชื่อระบบภาพ หรือชื่อทางการตลาดของแบรนด์ เช่น Vortex ที่ การันตี ความสว่างและเคลียร์ใสของภาพ มีคอนทราสต์ที่ดี และคมชัดทั่วทั้งภาพ ซึ่งอาจมีการประกอบเลนส์ ED เข้าไปด้วย เพื่อลดขอบสีรุ้ง
กล้องส่องทางไกลปกติที่ใช้เลนส์มาตรฐานทั่วไป มักจะไม่ระบุชัดเจนว่าใช้เทคโนโลยีอะไรในการผลิตเลนส์ และราคาก็จะถูกกว่ากล้องที่เป็นเลนส์ ED และเลนส์ HD เกือบเท่าตัวเลยทีเดียว
รูรับแสง (Exit Pupil) :
- ค่า Exit Pupil สามารถคำนวณได้คร่าว ๆ จาก ขนาดหน้าเลนส์ หาร กำลังขยาย ยิ่งค่ามาก ภาพที่ได้จะยิ่งสว่าง ดังนั้น ถ้ากล้องมีกำลังขยายสูงมากแต่หน้าเลนส์ไม่ใหญ่ ภาพจะค่อนข้างมืดและไม่เหมาะกับการนำมาถ่ายภาพ โดยขนาดรูรับแสงที่แนะนำคือ 4 mm เป็นอย่างต่ำ
3. ระยะสบายตา (Eye Relief) :
เป็นค่าระยะห่างระหว่างตาเรากับเลนส์ใกล้ตาที่เหมาะสม เช่น ถ้าระบุอยู่ที่ 18 mm ตาของเราสามารถอยู่ห่างจากเลนส์ใกล้ตาได้ถึง 18 mm ภาพที่มองเห็นจะค่อนข้างเต็มวง ไม่เล็กหรือแคบเกินไป
ภาพตัวอย่างนี้ ถ่ายผ่านหน้าต่างมุ้งลวด ตรงกลางภาพจึงมีแถบดำจาง ๆ ของเส้นลวดพาดผ่าน
- Eye Relief สูง : ปกติแล้วจะเหมาะกับคนที่ใส่แว่น คือใช้งานได้โดยไม่ต้องถอดแว่นเลย แต่ก็มีประโยชน์ในการถ่ายภาพผ่านมือถือด้วยเช่นกัน
- Eye Relief สั้น : จำเป็นต้องเอาตาหรือเลนส์มือถือไปจอใกล้ ๆ เพื่อให้ได้ภาพเต็มวง ซึ่งจะไม่มีปัญหาเลยถ้าคุณจ่อเลนส์ด้วยมือของคุณเองโดยไม่ใช้อุปกรณ์ Digiscoping ช่วย แต่ก็ต้องแลกมากับความเมื่อยล้าจากการเกร็งเพื่อให้ทั้งกล้องมือถือและกล้องส่องทางไกลอยู่นิ่ง ๆ ระหว่างกดถ่ายแต่ละภาพ
ดังนั้น ถ้าต้องใช้อุปกรณ์ Digiscoping ระยะสบายตาที่แนะนำสำหรับถ่ายรูปควรอยู่ที่ประมาณ 15 หรือ 16 mm ขึ้นไป เพราะอุปกรณ์ Digiscoping รุ่นถูกบางรุ่นจะมีระยะห่างบังคับ ทำให้เลนส์มือถือไม่สามารถเข้าไปใกล้เลนส์ใกล้ตาได้ตามต้องการ หรือมีช่องของเลนส์ที่จำกัดมุมมองภาพ ทำให้ภาพเกิดขอบดำ แคบ รวมถึงภาพอาจมืดลงมาก ๆ ด้วย เช่น Apexel APL-F002X ที่มีราคาถูกและใช้งานง่าย แต่ข้อเสียคือมีช่องของเลนส์จำกัดขนาดอยู่ที่ 16 mm จึงควรใช้กับกล้องส่องทางไกลที่มี Eye Relief ไม่ต่ำกว่า 16 mm
แนะนำการเลือกกล้องส่องทางไกล จากคุณสมบัติที่เหมาะสม
1. กำลังขยายและขนาดหน้าเลนส์ จะมาพร้อมกับชื่อรุ่นและแบรนด์ ซึ่งเป็นตัวเลือกที่เห็นได้ง่ายที่สุด เช่น Celestron Outland X 10x42 แต่เพื่อให้ได้ค่า Exit pupil ที่กว้างมากพอให้แสงส่องผ่านได้มากที่สุด
เพื่อรองรับกับเลนส์กล้องมือถือที่มีรูรับแสงจริงเล็กกว่า สำหรับมือใหม่แนะนำเป็น
- กล้องสองตา 8x42 และ 10x50 / กล้องตาเดียว 9-27x50 และ 12-36x60 เพราะจะได้ค่า Exit Pupil ที่ 5 mm
- กล้องสองตา 10x42 / กล้องตาเดียว 12-36x50 จะได้ค่า Exit Pupil อยู่ที่ 4.2 mm ยังถือว่าได้อยู่ แม้ภาพที่ถ่ายได้จะมืดกว่าเล็กน้อย ก็อาจจะไปดูที่ส่วนอื่นควบคู่กันไป เพื่อเสริมจุดด้อยนี้
2. เมื่อได้ขนาดช่องรับภาพที่กว้างแล้ว ก็มาดูที่การเคลือบเลนส์ต่อว่าสามารถส่งผ่านแสงที่รับมาทั้งหมดได้ดีแค่ไหน
แนะนำการเคลือบแบบ FMC เป็นมาตรฐาน (ถ้ารูรับแสงแค่ 4 mm ก็ควรจะให้แสงส่องผ่านได้ดีมาก ๆ แบบ FMC)
สำหรับ MC ถ้าคำนวณแล้วได้ค่า Exit Pupil ไม่ต่ำกว่า 5 mm และเป็นกล้องแบบ Porro ก็ถือเป็นตัวเลือกที่ไม่แย่สำหรับมือใหม่
3. เมื่อความสามารถในการรับและส่งผ่านแสงโอเคแล้ว Eye Relief ก็ต้องได้มาตรฐาน
แนะนำที่ 15 mm ขึ้นไป ไม่ควรต่ำกว่านี้ เพื่อให้ติดตั้งกับอุปกรณ์ Digiscoping และถ่ายภาพได้ง่าย
4. ถ้าเห็นเป็นเลนส์ ED มีสเปคเหมาะสมตามข้อด้านบน และงบประมาณพอจ่าย ให้เลือกรุ่นนั้นได้เลย รับรองคุ้ม !
5. ถ้าเลือกกล้องแบบ Roof มีสเปคเหมาะสมตามข้อ 1-3 แล้วควรมีระบุชัดเจนว่าเคลือบ Phase Coating
6. เลือกซื้อจากแบรนด์มาตรฐานและร้านนำเข้าที่น่าเชื่อถือ สามารถแนะนำและให้ข้อมูลสเปคที่แน่นอนได้ เพราะกล้องส่องทางไกลถูก ๆ ที่เป็นแบรนด์ OEM หรือไม่มีแบรนด์ชัดเจน สเปคที่ระบุไว้อาจไม่ได้เป็นไปตามนั้น 100% จากการผลิตจากโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐานเท่าที่ควร หรือถ้าจะประหยัดงบจริง ๆ แล้วเห็นสเปคสุดจะเทพ แต่ไม่มีแบรนด์ชัดเจน อาจต้องไปลองเล่นดูของจริงที่หน้าร้านเพื่อความมั่นใจแทนว่าซื้อมาแล้วจะไม่ผิดหวัง
ช้อปกล้องส่องนก สำหรับถ่ายภาพ
กล้องส่องทางไกล Boshile รุ่น Nitrogen 10×50
฿3,940.00 – ฿3,990.00Price range: ฿3,940.00 through ฿3,990.00



